今日、ハナミズキもう見た。

วันนี้ตั้งใจแต่แรกว่าจะไปดูหนังเรื่อง hanamizuki ให้ได้ และเป็นการดูหนังคนเดียวครั้งแรกด้วยนะ
พอได้ลองดูหนังคนเดียวแล้วก็ไม่เห็นมีไรเลยนี่หว่า....ไหนใครขู่ว่ามันเหงานักเหงาหนา ออกจะสบาย

เข้าเรื่องดีกว่า...ที่จะเล่าต่อไปนี้อาจเป็นการสปอยแบบตั้งใจได้ ใครที่ตั้งใจว่าจะไปดูก็ผ่านไปก่อนได้นะฮะ ไม่ว่ากัน แต่เมื่อกี้ก็เพิ่งสปอยใส่น้องสาวไป มันดันบอกว่า ยิ่งเล่ายิ่งอยากไปดู (รอดไป แฮะ -.-“)

 

เริ่มแรกที่เกิดสนใจหนังเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะอ่านเจอว่าเค้าสร้างขึ้นโดยได้แรงบันดาลใจมากจากเพลงเพลงนึง ที่มีชื่อเดียวกันคือ hanamizuki ร้องโดย Hitoto Yo  แล้วก็เราเป็นประเภทชอบหนังรักโรแมนติก เศร้าซึ้งหึ่งน้ำตา อะไรทำนองนี้อยู่แล้วด้วย ก็ยิ่งอยากไปดู (เหตุผลจิงๆมีแค่นี้แหล่ะ)

ลองไปสืบข้อมูลมาก่อนไปดู ก็ได้รู้ว่า เจ้าดอกฮานะมิซึกินี่มันมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Dogwood flower มีความหมายในภาษาดอกไม้คือ “การให้ตอบแทน”  อันนี้จำมาจากซับนะ แต่บอกตามตรงว่าไม่ค่อยเข้าใจแฮะ คือลิงค์ไปกับหนังไม่ได้ แถมช่วงแรกๆอ่านซับไม่ทันว่ะค่ะ ขอบ่นหน่อย ซับไตเติ้ลตัวหนังสือบางมว๊ากกก แบบช่วงแรกๆนี่ในโรงได้ยินเสียงครืออออ เออคงอารมรณ์เดียวกัน ยิ่งพอฉากหิมะมานี่ ซับหายไปกับสีขาวโพลนของหิมะกันเลยทีเดียว

เมื่อกี้ลองหาความาหมายของ hanamizuki ดูต่อ (คืออินี่ข้องใจมากจิงๆ ต้องรู้ให้ได้) แล้วก็ได้มาจริงๆอ่ะค่ะ คือนอกจากหนังจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพลงแล้ว เพลงนี้ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์จริงคือ 9/11 เช่นกัน ขอคัดลอกบทความจากสหมงคลฟิลม์มาเลยละกันนะ

โดยหัวใจสำคัญของเพลงนี้พูดถึงคน ๆ หนึ่งที่พร้อมจะเสียสละเพื่อที่จะได้เห็นคนที่ตัวเองรักมีความสุข โดย ฮิโตโตะ โย แต่งเพลงนี้เพราะการได้เห็นน้ำตาผู้คนในช่วงเหตุการณ์ 9/11ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ อเมริกา และ ญี่ปุ่น ได้เชื่อมความสัมพันธ์โดยการแลกเมล็ดต้นไม้โดยมีชื่อว่า ต้นฮานะมิซึกิ (หรือต้นวู้ด) โดยสัญญาที่จะเป็นพันธมิตรคอยดูแลกันและกัน ฮิโตโตะ โย แต่งเพลงนี้โดยข้ามเนื้อหาของเหตุการณ์ของ 9/11 แต่กลับจับเอาประเด็นความรักมาพูดผ่านการเติบโตของต้น HANAMIZUKI โดยเธอเชื่อว่าความรักจะช่วยเยียวยาทุกหัวใจที่แหลกสลายได้

    

พอได้ดูแล้ว เรารู้สึกชอบที่หนังมันเล่าเรื่องได้แบบ surreal อ่ะ อาจจะใช้ศัพท์เทคนิคไม่ค่อยถูก แต่ต้องการจะบอกว่า หนังมันถ่ายทอดสิ่งที่มันมีอยู่จริง เจอได้จริงในโลกใบนี้ที่เราหายใจอยู่อ่ะ แบบไม่มีเจ้าชายขี่ม้าขาว ไม่มีปาฏิหารย์ใดๆ ไม่ต้องแสดงให้โลกรู้ว่ารักของเราสองคนมันยิ่งใหญ่ก้าวข้ามผ่านอุปสรรคทั้งปวงไปได้ ...มันไม่มีในหนังเรื่องนี้... อือชอบอ่ะ เราไม่ค่อยชอบอะไรที่ปาฏิหารย์เว่อร์ๆเท่าไร จะมีก้แค่ฉากเดียวในเรื่องที่เราคิดว่ามันต้องพึ่งปาฏิหารย์จริงๆก็คือ ตอนที่นางเอกไปยังสถานที่ที่พ่อแม่ของเธอพบรักกันในประเทศแคนาดา พอกำลังจะกลับอยู่แล้วเชียว มีลมวูบนึงพัดมาพร้อมกับกลีบดอกฮานะมิซึกิ แล้วทำให้นางเอกเกิดสงสัยขึ้นมาว่าแบบ มันมาจากไหนวะเนี่ย (คนในโรงก็สงสัยเช่นกัน) เธอก็เลยเดินตามหา จนจะถอดใจอยู่แล้วเชียว ก็หันไปเห็น เรือจำลองลำเล็กๆที่พระเอกเคยให้นางเอกไว้เป็นของขวัญวันคริสมาสสมัยยังเป็นแฟนกัน ตั้งโชว์อยู่ในกระจกหน้าร้าน

ครือ แบบ เรือลำนี้นางเอกให้คืนพระเอกไปแล้วตอนที่กลับไปญี่ปุ่น แล้วอยู่ดีๆ ดันมาเจอมันนอนแอ้งแม้งอยู่ที่แคนาดา แบบว่าเรื่องแบบนี้มันต้อง พรหมลิขิต ปาฏิหารย์ ฟ้าประทานจิงจังนะ เรื่องจิงจะบังเอิญขนาดนี้ยากไปมั๊ย?? แต่ก็ต้องยอมอ่ะ เพราะลุ้นอยู่ว่าสองคนนี่จะกลับเจอกันได้ยังไง... ถ้าไม่มีเรือลำนี้ เราเดาว่าต่อจากนั้นไปชีวิตของคนสองคนนี้คงแทบจะเป็นเส้นขนานอ่ะ...ต้องขอบคุณสวรรค์ที่ยังทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังรักโรแมนติกอยู่

ตัวละครอีกตัวที่เราชอบก็คือ แม่ของนางเอก ครือแบบเป็นคนที่ positive มาก เราเดาว่าคาแรกเตอร์ตัวนี้ใส่เข้ามาเพื่อให้หนังดูไม่ดิบเกินไป (ก็คิดของเราเองมั่วๆ) มีฉากนึงที่โทมะไปหาหมอที่ รพ. แล้วเจอแม่นางเอกที่เป็นพยาบาลอยู่

คร่าวๆไม่เป๊ะนะว่า

คุณแม่...”นี่ความรักระยะไกลของเธอสองคนไปถึงไหนกันแล้วหล่ะ...จะทำอะไรก็รีบๆทำซะนะมัวแต่ชักช้าอยู่ (เดี๋ยวหนุ่มโตเกียวคาบไปกินหรอก)”

โทมะ(ในเรื่องชื่อ โคเฮย์ (((การันต์เพื่ออออออ))))....เห๊??? คุณเป็นแม่ของผู้หญิงพูดแบบนี้มันจะดีหรอครับ

คุณแม่....”ชั้นไม่สนหรอกนะว่าจะเป็นหนุ่มโตเกียว หรือเป็นเธอ สิ่งที่ฉันต้องการคืออยากให้ลูกสาวชั้นได้รู้จักกับความรักโดยไม่มีคำว่าเสียใจ”

ชอบอ่ะ ><"

หนังเรื่องนี้อาจจะเล่ากันยาว แต่ดูจนถึงตอนจบแล้ว เราว่ามันยังต่อได้อีก เหมือนกับในชีวิตจริงอ่ะ ความรักของคนสองคนไม่ได้จบที่การแต่งงาน และอาจจะไม่ได้เริ่มจากการแต่งงานด้วยซ้ำ

แถมอีกนิด ชอบฉากจบมว๊ากกก ชอบฉากจบแบบนี้มาตั้งแต่ใน zettai kareshi แระพอมาเจอในเรื่องนี้อีกแบบ ขอซื้อเลยอ่ะ ชอบมว๊ากกก ฟังแล้วอบอุ่นเป็นบร้า.....ตอนที่นางเอกหันมาเห็นพระเอกถือเรือไม้อันนั้นไว้ในมือแล้วเธอพูดว่า

“okaeri” ละพระเอกก็ตอบว่า “tadaima”

 
 

^^; ถ้าเพลงที่ขึ้นตอนพระเอกพูดว่า tadaima ออกมาเป็นเพลง okaeri ของอายากะ ก็คงจะดี กร๊ากกก (แกรกลับไปดู zettai เอาก็ได้ว้อยยยยยย) เอาหล่ะจบแค่นี้ดีกว่า owari mashou

Comment

Comment:

Tweet

อยากดูขึ้นมาเลยแฮะ

#4 By darkuril on 2011-01-08 21:44

@Kwonn
หนังไม่ได้สรุปตอนจบของคู่พระเอกกะนางเอกไว้น่ะค่ะ
หนังจบแค่ว่าพระเอกกลับมาจาก(ไหน??) ออกเรือแล้วเดินมาที่บ้านนางเอกแบบไม่ได้นัดหมาย(น่าจะเป็นงั้น ดูจากสีหน้านางเอก)
แล้วก็จบที่
Okaeri
Tadaima!
ถ้าคิดต่อไปจากนั้น คิดตรงๆก็น่าจะได้อยู่ด้วยกันในตอนจบ
แต่ว่า....ดูจากแนวที่หนังดำเนินมาทั้งเรื่องแล้ว..ก็น่าจะไม่แปลกถ้าหากจะมีอะไรมาทำให้ทั้งคู่ต้องออกห่างกันไปอีกครั้งอ่ะค่ะ...ในความคิดเรานะคะ
ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์ค่ะbig smile

#3 By f i s h *Sky on 2010-12-25 14:24

แล้วตอนจบพระเอกกับนางเอกไม่ได้อยู่ด้วยกันหรอค่ะ
อยากดูจังแต่ต่างจังหวัดไม่เข้า

#2 By kwonn (223.206.159.43) on 2010-12-25 10:55

เล่าซะอยากดูเลยค่ะ big smile
ยิ่งเป็นพวกโปรดปรานหนังญี่ปุ่นอยู่แล้วด้วย
เราว่า หนังญี่ปุ่น ทำออกมาได้ละมุนละไมดี ไม่บีบคั้นเกิน confused smile